Fri 27.08.10
มาต่อกันที่ทริปวันที่สองที่ปราก (คำเตือน ไดวันนี้รูปเยอะมว๊ากกกก)
เช้าวันนี้ มองจากหน้าต่างห้องพัก ออกไป เฮ้อ ฟ้าครึ้มเชียว ฝนตกแน่ๆ
ก่อนมาก็เช็คพยากรณ์ เค้าก็ว่าฝนจะตกตลอดช่วงที่เรามา ถือว่ายังโชคดีที่เมื่อวานไม่ตกเลย
เพราะงั้น ก็พกร่มติดกระเป๋าไปด้วย แล้วก็พร้อมลุยกันล่ะทีนี้

ตรวจเช็คความเรียบร้อย (ที่รักมีการหยิบกล้องไปถ่ายเองละนะเดี๋ยวนี้ อิอิ)
เมื่อวานเดินเข้าเมืองละ วันนี้ขอออมแรงเอาไว้หน่อยดีกว่า เพราะต้องเดินอีกเยอะ
เลยลองใช้บริการขนส่งสาธารณะของที่นี่บ้าง ปราก จะมีเมโทรแค่สามสายหลัก
วิ่งเฉพาะในเขตศูนย์กลางเมืองเท่านั้น ถ้านอกเหนือจากนั้นก็จะมีรถราง หรือ tram วิ่งทั้งเมือง
(คล้ายๆ กับที่เมลเบิร์นเลย) ซึ่งก็สะดวกมากๆ แล้วก็ขึ้น-ลง ง่ายมากๆด้วย

@ Central station

รถไฟมาพอดี สวยดีเน๊าะ
เราสองคนชอบกันมาก แบบว่าได้เบลนไปกับคนที่นี่ เค้าเดินทางยังไงเราก็ไปอย่างเค้า
แต่ก็เกือบจะโดนคุณตำรวจจับ ตอนกำลังจะเปลี่ยนสายรถไฟ ที่สถานีเมโทร ก็มีคุณตำรวจเดินปรี่
เข้ามาหาเราสองคน (สงสัยหน้าตาเราเอ๋อจัด แบบว่าไอสองคนนี้นักท่องเที่ยวแหงๆ)
มาขอตรวจตั๋วรถไฟ ซึ่งเราสองคนก็รอด เพราะหาข้อมูลมาก่อนแล้วว่าต้องซื้อตั๋วแบบไหน สแตมป์ยังไง
เห็นว่ามีเพื่อนๆ ในที่นี้หลายคนแพลนจะไปเที่ยวปรากกัน ก็ขอแชร์ประสบการณ์เรื่องตั๋วโดยสาร แล้วกันนะคะ
ตั๋วที่นี่ หลักๆจะมีสามแบบ ตั๋วแบบ single คือจะใช้ได้กับแทรม หรือรถบัส หรือเมโทร
แต่จะเปลี่ยนสลับไปมาไม่ได้ แล้วก็จะมีระยะเวลาการใช้ของตั๋วแค่ 20นาที หลังจากแสตมป์ที่ตั๋วแล้ว
(ราคาประมาณ 18 เชคโครน)
ตั๋วแบบที่สอง คือตัว transfer ชื่อก็บอกแล้วว่าเปลี่ยนสายได้ ใช้ได้หมดกับแทรม รถไฟ รถเมล์
และจะมีระยะเวลาการใช้ตั๋ว 75 นาที (ราคาประมาณ 26เชคโครน)
ตั๋วแบบสุดท้าย เป็นตั๋วรายวัน รายสามวัน หรือรายอาทิตย์ ซึ่งอันนี้เราไม่ค่อยแนะนำ
เพราะมาเที่ยวแบบนี้ ส่วนใหญ่เราก็เดิน เที่ยวชมเมืองซะมากกว่าอยู่แล้ว
ค่าตั๋วประเภทนี้ก็แพงอยู่เหมือนกัน อย่างตั๋วรายวัน (24ชม.) ก็ประมาณ 100เชคโครน

แผนที่เดินเที่ยวของเราวันนี้ เริ่มจากทางซ้ายสุด มาขวาสุด
เรานั่งรถราง (tram) จากหน้าโรงแรมเรา มาลงที่ สถานีกลาง แล้วก็ต่อเมโทรไปลง
สถานี Malostranska ซึ่งเป็นสถานีที่อยู่ใกล้กับ Prague Castle มากที่สุด
แต่ต้องเดินขึ้นเนินบันไดหิน ไปอีกหน่อย กว่าจะถึง แต่ก็ไม่ไกลเท่าไหร่หรอก อิอิ

ทางเดินไปปราสาท

สู้ตายยยย

แวะถ่ายรูประหว่างทาง
เดินขึ้นมา ถึงหน้าทางเข้าปราสาท ตรงจุดนี้ จะเห็นวิวเมืองปรากทั้งเมืองเลย สวยมากกก
แต่จะมีจุดชมวิว ที่นักท่องเที่ยว ไปมุงรอถ่ายรูปกันเยอะมาก เราขี้เกียจต่อคิว เลยไม่ถ่ายก็ได้
ไปหามุมอื่นถ่าย ที่มีแค่เราสองคนดีกว่า ;-)

วิวปราก มองจากหน้าปราสาท

มุมนี้ ถ่ายไม่เห็นวิวนัก แต่ก็ไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นมาบัง อิอิ

สองคน <3 <3
เข้ามาในบริเวณปราสาท ยังกะหลุดเข้ามา ในอีกเมืองเล็กๆ อีกเมืองนึงเลย
ปราสาทเมืองปรากใหญ่มาก เป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในโลก (อ้างอิงจาก lonely planet จ้ะ)
เราก็เดินชมกันซะเพลินเลย ในนี้จะมี พิพิธภัณฑ์อยู่ด้วย
แล้วก็มีร้านอาหาร มีคาเฟ่ เล็กๆ น่ารักๆ เยอะแยะไปหมดเลย
มีทั้งร้านอาหารที่ โต๊ะนั่งเห็นวิวเมืองปรากทั้งเมือง หรือจะเป็นร้านกาแฟในสวน ให้บรรยากาศชิลล์ๆ
ก็มีให้เลือกตามใจชอบ เราเลือกนั่งกันในสวน เงียบๆ สงบๆ สบายๆ ไม่ต้องไปแย่งอะไรใคร
แล้วก็ดื่มกาแฟ ทานเค้กกันซะหน่อย ก่อนจะเดินทางกันต่อ
(ทริปนี้ ห่วงกินนะ ฮ่าๆ แป๊บๆหาเรื่องกินอีกแล้ว)

Apple strudel สวยและอร่อยด้วย

มีพิพิธภัณฑ์ของเล่น เราแค่แว่บๆ ดูผ่านๆ ไม่ได้เข้าไป

อิอิ หนุ่มน้อยถูกจับของลับ จนสีซีดเลย ^^'

ทหารการ์ด เดินยาม

ถึงแล้ว ปราสาทใหญ่โตโอ่อ่ามากกกก

ถ่ายรูปคู่ เป็นที่ระลึกซักนิด

กากอย

ปราสาทดูขลัง (สถาปัตยกรรมแบบบารอค) ใหญ่เกิน ไม่สามารถเก็บภาพมาได้หมด

ด้านในโบสถ์ เพดานสูงโปร่งมากกกก สวยจับใจเลย

กระจกสี

อีกด้านนึงของปราสาท (ชอบมากที่เอาสีทองมาแต่ง)

สวยจริงๆนะ
รู้สึกทึ่งในความสามารถของคนสมัยก่อนที่สร้างปราสาทได้สวยงาม และใหญ่โตได้ถึงขนาดนี้
แต่ก็รู้สึกเสียดาย ที่เราไม่สามารถเก็บภาพความงามได้ มาแม้แต่ครึ่งของความสวยจริงๆของมันเลย

เอาสีทองมาเล่น ทำให้ชิ้นงานยิ่งโดดเด่นขึ้นไปอีก ชอบจังเลย

ทางลง ออกจากปราสาทแล้วค่า
อยู่ด้านบนปราสาทนานๆ เริ่มจะไม่ไหวละ เพราะลมแรงมาก เหมือนฝนจะตก เริ่มจะหนาวๆ
เลยตัดสินใจ ลาปราสาทเมืองปราก แต่เพียงเท่านี้ แล้วเราก็เดินลงเส้นทางเดิม
จุดหมายต่อไปคือ เราจะไปเดินเที่ยวในส่วนที่เรียกว่า Mala Strana ซึ่งเท่าที่รู้มา
เป็นอีกที่ ที่นักท่องเที่ยวควรจะไป เพราะสถาปัตยกรรมตรงนี้ก็สวย มีมุมน่ารักๆ ให้ถ่ายรูปเยอะไปซะหมด
จนเราอยากจะถ่ายรูปมาซะทุกมุมของเมืองเลย
แต่แล้ว ฝนก็ตกลงมาจนได้ ฮ่าๆ ดีนะที่เอาร่มมาสองคัน เลยไม่กลัวเปียก ยังเดินชิลล์เที่ยวกันต่อกับที่รัก
ซึ่งตอนนั้น นักท่องเที่ยวหนีเข้าร่มกันหมดละ เราสองคนเดินหาร้านอาหารกัน ได้เวลามื้อเที่ยงพอดี

คนน่ารัก หน้าร้านน่ารักๆ

เจ้าบ่าว เจ้าสาว เปียกหมดแล้ว ^^'

ฝนหนักมากแล้วตอนนี้
สุดท้ายก็เดินชิลล์ๆ กันต่อไม่ไหวแล้ว เพราะฝนตกหนักมาก คือถึงกางร่มกันแต่ก็เปียกอ่ะ
เลยหลบเข้าร้านอาหารดีกว่า อิอิ แล้วเราก็ลองอาหารพื้นเมืองอีกตามเคย
ส่วนที่รักเค้าทานพาสต้า ของโปรดเค้า อร่อยทั้งหมดเลย :-)
ร้านอาหารที่เราเข้ามานี้ ก็จัดร้านได้น่ารักมากๆ มีบ่อปลาเล็กๆ เลี้ยงปลาคาร์ฟด้วย เก๋เชียว

Our lunch

ทานเสร็จออกมาหน้าร้านก็ฝนหยุดตกพอดี
แล้วเราก็เดินไปถึง ถนนเส้นยอดฮิต นักท่องเที่ยวเยอะมากกก เป็นถนนช้อปปิ้งนี่เอง มีร้านเยอะแยะไปหมด
และถนนเส้นนี้ เป็นถนนเชื่อมกับ สะพานชาร์ลด้วย แต่เรายังไม่ข้ามสะพานน๊า ขอเดินเที่ยวฝั่งนี้อีกซักหน่อย

ถนนเส้นนี้ละ ยอดฮิตของนักท่องเที่ยว อิอิ
ที่รักพาเราเดินลัดเลาะ จนไปถึงริมแม่น้ำ
และมีสะพานชาร์ลเป็น background
(มุมโรแมนติกอีกมุม ^^' )

ถ่ายกับสะพานชาร์ลด้านหลัง

ที่รัก :)

ระเบียงบ้านเล็กๆ ยังน่ารักเลยอ่ะ
แล้วเราก็เดินข้ามสะพานชาร์ลกันซักที ฮ่าๆ ที่นี่เป็นอีกจุดที่นักท่องเที่ยวต้องมา
เป็นสะพานคนเดิน ที่กว้างใหญ่พอสมควร แล้วก็จะมีจุดเด่นคือ มีรูปปั้น เรียงรายสองฝั่งสะพาน
แล้วก็จะมี งานศิลปะมาตั้งขายประปราย แล้วก็มีดนตรีเปิดหมวกมาเล่น ก็ชิลล์ๆดี
ฟังเพลิน เดินสะพาน สบายใจ ^^

Charles bridge

คนน่ารัก ^^
เดินมาได้ประมาณกึ่งกลางสะพาน เห็นคนมุงกันเยอะมากที่รูปปั้นรูปนึงของสะพาน
แล้วไม่ได้มุงกันธรรมดา เอามือไปแปะๆตรงรูป ที่รูปปั้นด้วย
เรากะที่รักก็สงสัย แต่ก็ไปแปะกะเค้าด้วยนะ ฮ่าๆๆ กลัวไม่อินเทรนด์
ตอนแรกก็คิดว่า แปะไปเพราะเชื่อว่าจะทำให้โชคดี
แต่ก็เก็บความสงสัยนั้น จนมาเปิดอ่านใน lonely planet ที่พกมาด้วย
เค้าว่า ในตำนานบอกไว้ ถ้าได้มาถูๆที่รูปปั้นนี้ เป็นความเชื่อว่าจะได้กลับมาที่นี่อีก !
(จะเหมือนกับที่ไปเหยียบสะดือปารีสป่าวน๊า เราเลยได้กลับไปอีกหลายรอบเลย)

เอ๊า ถูๆๆๆ

ต่อคิว แย่งกันถูใหญ่เลย

รูปคู่ ที่หายากในทริปนี้ อิอิ
ระหว่างเดินกันบนสะพาน บรรยากาศก็พาไปเน๊อะ เมืองโรแมนติก มันก็พาให้เราตกหลุมรักไปกับมัน
แล้วก็พาลไป ตกหลุมรักกันอีกครั้ง กับคนที่มาด้วยนี่สิ ^^
ทริปนี้ เหมือนเราเพิ่งรักกันใหม่ๆเลย เดินจูงมือกันไม่ปล่อย เธอไปไหน ชั้นไปด้วย
ถ้าหลงก็ช่างมัน อย่างน้อยเราก็มีกันและกัน ไม่ทิ้งกัน ก็พอ

ลมแรง
เสียดายที่อากาศไม่ดีเลย ครึ้มๆทั้งวัน ไม่งั้นคงได้รูปสวยๆกว่านี้มา

อีกจุดที่คนมาลูบๆ แปะๆกัน แต่ไม่ฮิตเท่าอันก่อนหน้านี้

มีดนตรีเปิดหมวก มากันทั้งวง


ยังอยู่บนสะพานอยู่นะ ฮ่าๆ
ลงจากสะพานมา เราก็เดินตัดเข้า old town ที่เราไปมาแล้วเมื่อวานนั่นล่ะ
จุดมุ่งหมายคือ จะไปห้างใหญ่ของที่นี่ ที่ชื่อว่า Palladium
ขอไปเดินสำรวจตลาดหน่อยนะ อิอิ

ชุดประจำชาติ

ที่รักหน้า Palladium

อันนี้คาสิโน อยู่ตรงข้ามกัน

ขอเติมพลังด้วยสตาร์บัคซักแก้ว ก่อนพร้อมลุยช้อปปิ้ง

ไปลองเสื้อกะที่รัก
มาคราวนี้ เรารับหน้าที่ เป็นแผนกคอสตูม ดูแลซื้อหาเสื้อผ้าให้ที่รัก ฮ่าๆ
ที่รักเค้าไม่ค่อยมั่นใจเวลาซื้อเสื้อผ้า แต่เวลาเราซื้อให้ก็ไม่ค่อยถูกใจ
เลยมาเลือกด้วยกันเลย ตอนแรกเข้ามาในร้าน เราบอกเราจะไปเดินฝั่งเสื้อผ้าผู้หญิงนะ
ที่รักทำหน้าเศร้าแล้วบอกว่า pls stay, i need you ฮ่าๆๆๆ
กลัวเราหนีไปช้อปปิ้งนานอ่ะจิ สุดท้ายเลยช่วยเลือกให้ที่รักจนได้ ทั้งเสื้อ ทั้งกางเกง และรองเท้า
สรุปของตัวเราเองไม่ได้อะไรเท่าไหร่ ได้รองเท้ามาคู่นึง ซึ่งถูกมากกก ถ้าคิดเทียบกับที่เดนมาร์ก
ชอบจัง อิอิ
ออกมาจาก Palladium ก็เดินเล่นแถวๆนั้นไปเจอร้านนวดไทย
แหมเดินมาทั้งวันเมื่อยซะขนาดนี้ เราขอนวดเท้าละกันน๊า ครึ่งชม.ก็พอ
ส่วนที่รักจัดเต็ม นวดน้ำมันทั้งตัวหนึ่งชม. รายนั้นมีปัญหาบ่นปวดหลังมานานละ
ด้านในใหญ่เชียว เราได้คุยกับน้องคนนวด เป็นคนไทย คุยกันเพลินเลย
น้องนวดเท้าให้เรา บอกว่าเส้นตึงเชียวนะคะเนี่ย เดินเยอะหรอคะ ฮ่ะๆๆๆ เยอะสุดๆเลยค่ะ
รู้สึกว่าคุ้ม หายเมื่อยไปเยอะมาก แล้วน้องเค้าไม่ได้นวดเท้าอย่างเดียว มานวดช่วงคอ ช่วงไหล่ให้อีกด้วย
สบายสุดๆ แต่มีข้อติอย่างเดียว คือเราชอบแบบซาดิสต์ นวดหนักแบบโหดๆ รู้สึกจะเบามือไปหน่อย ^^'
พอเสร็จของเราก็ออกมานั่งรอที่รักด้านนอก มีชาร้อนให้ดื่มรอ แล้วก็มานั่งเก้าอี้นวดอัตโนมัติต่อ
สบายมากกกกกกกกกก

@ Thai massage place
อารมณ์ค้างกับนวดไทย ที่รักเลยนึกอยากลองทานอาหารไทยดูบ้าง หลังจากทานอาหารพื้นเมืองมาตลอด
เลยถามน้องที่ร้านว่ามีร้านไทย ตรงไหนใกล้ๆแถวนี้บ้าง เราก็ไปทานกัน

ไก่ผัดเม็ดมะม่วง กับแกงเขียวหวาน
เราว่าก็ใช้ได้ แต่ไม่ได้อร่อยมาก ^^' ที่รักบอกเราทำอร่อยกว่าอีก
แหมๆ อยู่ต่างบ้านต่างเมืองแบบนี้ ก็ทานไปเถอะ ได้แค่นี้ก็ดีแล้วจ้า
แล้วเราก็เดินกลับที่พักเรา

ชอบสถาปัตยกรรมที่นี่มากกกก รายละเอียดเยอะดี

อันนี้ก็สวย
แล้วตามไปเที่ยวกันต่อ หน้าต่อไปเน้อ ;)